หน้าหลัก / ข่าวสารมะเร็ง

ผู้ป่วยมะเร็งเสี่ยงไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) มากกว่าคนทั่วไปจริงไหม?

None

Author:NoneFrom:FUDA

ny29_920238.png


  ในช่วงที่ทั่วโลกจับตาโรคอุบัติใหม่ หนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือ “ไวรัสนิปาห์” (Nipah Virus) ไวรัสอันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง และยังไม่มียารักษาเฉพาะหรือวัคซีนสำหรับมนุษย์ คำถามสำคัญที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัว คือ “ ผู้ป่วยมะเร็งมีความเสี่ยงต่อไวรัสนิปาห์มากกว่าคนทั่วไปจริงหรือไม่? “

  ทำความรู้จัก “ไวรัสนิปาห์” แบบเข้าใจง่าย

  ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus หรือ NiV) เป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับไวรัสเฮนดรา จัดเป็น โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 จากการระบาดในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรที่หมู่บ้านนิปาห์ ประเทศมาเลเซีย

  องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นหนึ่งในโรคอุบัติใหม่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก

  ·  มีความรุนแรงสูง

  ·  มีโอกาสก่อให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้าง

  ·  ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะสำหรับมนุษย์

  ไวรัสนิปาห์ติดต่อได้อย่างไร?

  พาหะตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์คือ ค้างคาวกินผลไม้ (ค้างคาวแม่ไก่) ซึ่งสามารถแพร่เชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ โดยไม่แสดงอาการป่วย

  การติดต่อที่ควรระวัง ได้แก่

  ·  จากสัตว์สู่คน: สัมผัสสุกรหรือค้างคาวที่ติดเชื้อ หรือรับประทานผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากค้างคาว

  ·  จากคนสู่คน: สัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก หรือเลือด

  ·  การบริโภค: ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำตาลสดที่เก็บในวิธีไม่ถูกสุขลักษณะ

  อาการของไวรัสนิปาห์ที่ควรรู้

  ระยะฟักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 4–14 วัน (อาจนานถึง 45 วัน)

  อาการระยะแรก คล้ายไข้หวัดใหญ่

  ·  ไข้สูง ปวดศีรษะ

  ·  ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

  ·  เจ็บคอ อาเจียน ไอ เหนื่อยหอบ

  อาการรุนแรง เมื่อเชื้อทำลายระบบประสาท

  ·  ง่วงซึม สับสน

  ·  ชักเกร็ง

  ·  หมดสติหรือโคม่าอย่างรวดเร็ว

  ·  ผู้รอดชีวิตบางรายอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลือ

  อัตราการเสียชีวิตจากการระบาดในหลายพื้นที่อยู่ที่ 40–75% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ

  แล้วผู้ป่วยมะเร็ง “เสี่ยงกว่า” จริงหรือไม่?

  คำตอบคือ : จริงในแง่ของความรุนแรง ไม่ใช่ในแง่การติดเชื้อได้ง่ายกว่า

  ผู้ป่วยมะเร็ง ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ง่ายกว่าคนทั่วไปโดยอัตโนมัติ แต่หากได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว มีแนวโน้มที่จะ  “มีอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนมากกว่า”

  เหตุผลสำคัญที่ผู้ป่วยมะเร็งต้องระวังเป็นพิเศษ

  ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากอยู่ในภาวะ ภูมิคุ้มกันต่ำ (Immunocompromised) จากตัวโรคหรือการรักษา เช่น เคมีบำบัด การฉายแสง หรือการผ่าตัด ส่งผลให้

  ·  ร่างกายกำจัดไวรัสได้ช้ากว่าคนปกติ

  ·  มีโอกาสเกิดสมองอักเสบหรือระบบหายใจล้มเหลวได้ง่าย

  ·  ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ที่ร่างกายแข็งแรง

  หมายเหตุสำคัญ: ผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้ “ดึงดูด” เชื้อโรคมากกว่าคนอื่น แต่หากติดเชื้อแล้ว ร่างกายจะรับมือได้ยากกว่า

  วิธีป้องกันไวรัสนิปาห์ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัว

  แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดในคน แต่การป้องกันไว้ก่อนถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

  ·  หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยแทะ หรือผลไม้ที่หล่นใต้ต้น

  ·  ล้างผลไม้ให้สะอาด และปอกเปลือกก่อนรับประทาน

  ·  งดสัมผัสสุกรหรือค้างคาวโดยไม่จำเป็น

  ·  ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ

  ·  สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่แออัดหรือสถานพยาบาล

  สรุปสั้น ๆ

  ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่ พบไม่บ่อย แต่รุนแรงมาก สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่การติดเชื้อได้ง่ายกว่า แต่คือ ผลลัพธ์ของโรคที่อาจรุนแรงกว่าคนทั่วไป การดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในปัจจุบันครับ



  ปรึกษาโรคมะเร็ง

  หากคุณต้องการทราบว่าผู้ป่วยเหมาะสำหรับการรักษาแบบบาดแผลเล็กหรือไม่ (การรักษาด้วยความเย็น  การรักษาด้วยมีดนาโน  การรักษาเฉพาะจุดแบบอุดตันเส้นเลือด ฯลฯ) และค่าใช้จ่ายในการรักษา  กรุณากรอกข้อมูลผู้ป่วย เพื่อรับคำแนะนำจากทีมแพทย์มะเร็งผู้เชี่ยวชาญของเรา


รับคำแนะนำจากแพทย์


  • โรงพยาบาลมะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ
  • โรงพยาบาลมะเร็งที่ได้รับรองมาตรฐาน JCI ระดับนานาชาติ
  • ศูนย์ฝึกอบรมการรักษาด้วยความเย็นแห่งเอเชีย
  • ศูนย์ชีวการแพทย์กว่างโจวสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและเวชศาสตร์ปริวรรตสถาบันสุขภาพ