พลิกเกม “มะเร็งตับอ่อน” จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการรักษา
None
Author:From:FUDA

มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่มีความท้าทายหลายด้าน ทั้งการตรวจพบในระยะลุกลาม ทางเลือกในการใช้ยาที่มีจำกัด และความยากในการรักษา จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งมะเร็ง” โดยประมาณ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนเป็นชนิด มะเร็งท่อน้ำดีตับอ่อน (Pancreatic Ductal Adenocarcinoma: PDAC)
ปัจจุบัน การผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกทั้งหมด ยังคงเป็นวิธีเดียวที่มีโอกาสรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่ในทางคลินิก มีผู้ป่วยเพียง 10-20% เท่านั้นที่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับการวินิจฉัย ขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตรวจพบโรคในระยะลุกลามเฉพาะที่หรือมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว อีกทั้งยังตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดมาตรฐานได้ไม่ดี ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของโรคนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง
ด้วยเหตุนี้ ในการประชุม American Society of Clinical Oncology (ASCO) Annual Meeting 2026 การเปิดเผยผลการศึกษาระยะที่ 3 ของยา Daraxonrasib (RMC-6236) จึงได้รับความสนใจอย่างมาก โดยผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนที่ได้รับยาดังกล่าวมี ระยะเวลาการรอดชีวิตโดยเฉลี่ย (Median Overall Survival) 13.2 เดือน ซึ่งดีกว่ากลุ่มที่ได้รับเคมีบำบัดมาตรฐาน
ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังถือเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Breakthrough) ที่สร้างความหวังใหม่ให้กับแนวทางการรักษามะเร็งตับอ่อนในอนาคตอีกด้วย

△ ที่มาของภาพ :https://oncodaily.com/oncolibrary/rasolute-302-trial-daraxonrasib-mpdac
ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน มากกว่า 90% พบการกลายพันธุ์ของยีน KRAS ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างโปรตีน KRAS โดยในภาวะปกติ โปรตีนชนิดนี้จะทำหน้าที่เสมือน "สวิตช์ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์" กล่าวคือ จะเปิดเมื่อเซลล์ต้องการแบ่งตัว และปิดลงทันทีเมื่อส่งสัญญาณเสร็จสิ้น แต่เมื่อยีน KRAS เกิดการกลายพันธุ์ สวิตช์นี้จะค้างอยู่ในสถานะ "เปิด" ส่งผลให้เซลล์ได้รับคำสั่งให้เจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การเกิดมะเร็ง
ยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) รุ่นเดิม มักออกฤทธิ์ได้เฉพาะการกลายพันธุ์เพียงชนิดเดียว เช่น Sotorasib ซึ่งยับยั้งได้เฉพาะการกลายพันธุ์ชนิด KRAS G12C เท่านั้น แต่ในมะเร็งตับอ่อน การกลายพันธุ์ของ KRAS มีหลายชนิด เช่น G12D, G12V และ G12R การยับยั้งเพียงชนิดเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะเซลล์มะเร็งสามารถหลบเลี่ยงการรักษาผ่านการกลายพันธุ์รูปแบบอื่นได้อย่างรวดเร็ว
จุดเด่นของ Daraxonrasib คือการเป็น RAS (ON) Multi-selective Tri-complex Inhibitor ซึ่งสามารถจับและยับยั้งโปรตีน RAS ได้พร้อมกันหลายชนิด ทั้ง RAS ที่กลายพันธุ์ (Mutant RAS) และ RAS ปกติ (Wild-type RAS) ที่อยู่ในสถานะทำงาน ส่งผลให้สามารถตัดวงจรการส่งสัญญาณที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้อย่างครอบคลุม ถือเป็นความก้าวหน้าที่ช่วยก้าวข้ามข้อจำกัดซึ่งวงการแพทย์เผชิญมานานหลายสิบปีว่า "โปรตีน RAS เป็นเป้าหมายที่พัฒนาเป็นยาได้ยาก" และยังวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาการรักษาแบบผสมผสาน (Combination Therapy) ในอนาคตอีกด้วย


△ การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3 แบบสุ่ม (Randomized Phase III Trial) ระดับนานาชาติ ครั้งนี้ ดำเนินการในหลายศูนย์วิจัย ครอบคลุมผู้ป่วย มะเร็งท่อน้ำดีตับอ่อน (PDAC) ระยะแพร่กระจาย จำนวน 500 ราย จาก 6 ประเทศ ในอเมริกาเหนือและยุโรป ผู้ป่วยทั้งหมดเคยได้รับเคมีบำบัดเป็นการรักษาขั้นแรกแล้ว แต่โรคยังคงลุกลาม จึงถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 248 ราย ได้รับ Daraxonrasib ชนิดรับประทาน และ 252 ราย ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดมาตรฐาน
ที่น่าสนใจคือ ในเดือน กรกฎาคม 2026 บริษัท Revolution Medicines จากสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยผลการศึกษาของยาอีกชนิดหนึ่งในงานประชุม ESMO Gastrointestinal Cancers Congress นั่นคือ Zoldonrasib (RMC-9805) ซึ่งเป็นยามุ่งเป้าที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการกลายพันธุ์ KRAS G12D ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน โดยผลการศึกษาระยะที่ 1/2 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าจับตามอง ดังนี้
ใช้เป็นการรักษาขั้นแรก (First-line) ร่วมกับเคมีบำบัด ในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัย 81 ราย การใช้ Zoldonrasib ร่วมกับสูตร Modified FOLFIRINOX ให้ อัตราการตอบสนองต่อการรักษา (ORR) สูงถึง 82% (41 ราย) ขณะที่การใช้ร่วมกับ Gemcitabine + Nab-paclitaxel มีอัตราการตอบสนอง 61% (40 ราย) และมี อัตราการควบคุมโรค (Disease Control Rate; DCR) สูงถึง 96% และ 90% ตามลำดับ
การรักษาแบบมุ่งเป้าสองชนิดร่วมกัน (Dual Targeted Therapy) การศึกษาการใช้ Zoldonrasib ร่วมกับ Daraxonrasib ในผู้ป่วยที่เคยผ่านการรักษามาแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึง ฤทธิ์ต้านมะเร็งที่เสริมกัน (Synergistic Antitumor Activity) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และอาจเป็นอีกแนวทางสำคัญของการรักษามะเร็งตับอ่อนในอนาคต
บทสรุป
แม้ว่าความก้าวหน้าครั้งนี้จะสร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน แต่ก็ควรมองผลการศึกษาด้วยความระมัดระวัง Daraxonrasib ถือเป็นยามุ่งเป้าชนิดแรกที่สามารถใช้ เพียงยาเดี่ยว (Monotherapy) และช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนในกลุ่มที่มีการกลายพันธุ์ของ RAS มี ระยะเวลาการรอดชีวิตโดยเฉลี่ยเกิน 1 ปี จึงนับเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์การรักษาโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองว่ายาชนิดนี้เป็น "ยาวิเศษ" ที่สามารถรักษาได้ทุกกรณี
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ผลข้างเคียงของยา ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับยายับยั้ง RAS ชนิดอื่น โดยอาการที่พบได้ ได้แก่ ผื่น ท้องเสีย แผลในช่องปาก คลื่นไส้ และอาเจียน นอกจากนี้ รายงานจากผู้เข้าร่วมการทดลองบางรายยังระบุว่า มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ผิวหนังบริเวณปลายนิ้วแตกเป็นแผล ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
อีกประเด็นสำคัญคือ การดื้อยา (Drug Resistance) ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายของการรักษามะเร็ง เมื่อใช้ยาเป็นเวลานานหรือมีผู้ป่วยใช้ในวงกว้าง โอกาสเกิดการดื้อยาก็เพิ่มขึ้น และเป็นสิ่งที่นักวิจัยยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ Daraxonrasib ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ทางคลินิกอย่างแพร่หลาย และผลการศึกษาที่มีอยู่ยังไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยทุกรายได้ ผู้ที่อาจเหมาะสมกับการรักษาด้วยยากลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับ การตรวจพันธุกรรม (Genetic Testing) เพื่อยืนยันว่ามีการกลายพันธุ์ของ RAS ก่อน จากนั้นแพทย์จะประเมินร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประวัติการรักษาที่เคยได้รับ ขนาดของก้อนมะเร็ง และระดับการแพร่กระจายของโรค เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

ศาสตราจารย์หนิว ลี่จื้อ (Niu Li Zhi)
ศาสตราจารย์หนิว ลี่จื้อ มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษามะเร็งด้วยเทคนิค การจี้เย็น (Cryoablation), การจี้ด้วยคลื่นไมโครเวฟ (Microwave Ablation; MWA), นาโนไนฟ์ (NanoKnife หรือ Irreversible Electroporation; IRE) และ การฝังแร่กัมมันตรังสี (Radioactive Seed Implantation) โดยมีความโดดเด่นเป็นพิเศษในการรักษาแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Therapy) สำหรับมะเร็งชนิดก้อนแข็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งไต และมะเร็งตับอ่อน
ตลอดการทำงาน ศาสตราจารย์หนิวได้นำทีมแพทย์ของโรงพยาบาลฟูด้า ดำเนินการรักษาด้วย การจี้เย็นมากกว่า 10,000 ราย, นาโนไนฟ์มากกว่า 1,000 ราย และ การฝังแร่กัมมันตรังสีมากกว่า 5,000 ราย ครอบคลุมผู้ป่วยตั้งแต่เด็กอายุ 4 ปี ไปจนถึงผู้สูงอายุ 94 ปี รวมถึงอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขจากต่างประเทศ บุคคลมีชื่อเสียง และผู้ป่วยทั่วไป โดยได้รับผลการรักษาที่น่าพึงพอใจ
ด้านผลงานวิชาการ ศาสตราจารย์หนิวตีพิมพ์บทความทางการแพทย์มากกว่า 300 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นบทความในวารสารนานาชาติ SCI จำนวน 112 เรื่อง มีส่วนร่วมในการเขียนตำราทางการแพทย์มากกว่า 20 เล่ม เป็นบรรณาธิการหลัก 4 เล่ม และได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยรวม 25 โครงการ
รางวัลและเกียรติคุณสำคัญ
แพทย์ต้นแบบจิตวิญญาณเบธูน (Bethune-style Outstanding Doctor)
สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ดีเด่น จากคณะกรรมการพรรคองค์กรเศรษฐกิจและสังคมรูปแบบใหม่ มณฑลกวางตุ้ง
แพทย์ดีเด่นแห่งมณฑลกวางตุ้ง
สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ดีเด่น สังกัดคณะกรรมการสุขภาพและสาธารณสุขมณฑลกวางตุ้ง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดีเด่นแห่งมณฑลกวางตุ้ง
แพทย์ดีเด่นแห่งนครกว่างโจว
สมาชิกหน่วยอาสา "Military Retiree Light Cavalry" ระดับนครกว่างโจว
ทหารผ่านศึกต้นแบบ "หงเหมียนอันงดงาม" (Most Beautiful Hongmian Veteran)
ผู้ใช้แรงงานดีเด่น (Model Worker) แห่งนครกว่างโจว
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดีเด่น รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยจี้หนาน (Jinan University)
ปรึกษาโรคมะเร็ง
หากคุณต้องการทราบว่าผู้ป่วยเหมาะสำหรับการรักษาแบบบาดแผลเล็กหรือไม่ (การรักษาด้วยความเย็น การรักษาด้วยมีดนาโน การรักษาเฉพาะจุดแบบอุดตันเส้นเลือด ฯลฯ) และค่าใช้จ่ายในการรักษา กรุณากรอกข้อมูลผู้ป่วย เพื่อรับคำแนะนำจากทีมแพทย์มะเร็งผู้เชี่ยวชาญของเรา
-
โรงพยาบาลมะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ -
โรงพยาบาลมะเร็งที่ได้รับรองมาตรฐาน JCI ระดับนานาชาติ -
ศูนย์ฝึกอบรมการรักษาด้วยความเย็นแห่งเอเชีย -
ศูนย์ชีวการแพทย์กว่างโจวสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและเวชศาสตร์ปริวรรตสถาบันสุขภาพ
