หน้าหลัก / ข่าวสารมะเร็ง

ADC คืออะไร? ทำไมจึงถูกเรียกว่า “ขีปนาวุธนำวิถี”ในการรักษามะเร็ง

None

Author:NoneFrom:FUDA

ny06_432383.png


  “คุณหมอคะ ฉันรักษาด้วยเคมีบำบัดมาแล้วถึง 3 แนวทาง ผมร่วง กินอะไรก็ไม่ค่อยลง แต่ก้อนมะเร็งก็ยังโตขึ้นเรื่อย ๆ ยังมีวิธีรักษาอื่นอีกไหม?”

  นี่คือคำถามที่พบได้ทุกวันในแผนกมะเร็งของโรงพยาบาลหลายแห่ง

  การรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม เปรียบเสมือน “การทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงในสนามรบ” แม้จะสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่แรงระเบิดก็สร้างความเสียหายต่อเซลล์ปกติระหว่างทางด้วย ไม่ว่าจะเป็นเซลล์รากผม เยื่อบุทางเดินอาหาร หรือไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด จึงเป็นสาเหตุของผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญ

  ในทางการแพทย์ สิ่งนี้สะท้อนถึง “ดัชนีการรักษา (Therapeutic Index)” ที่ค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพในการรักษาและผลข้างเคียงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

  แล้วจะมีวิธีรักษาที่สามารถ “กำจัดเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยแทบไม่ทำอันตรายต่อเซลล์ปกติ” ได้หรือไม่?

  คำตอบคือ ADC (Antibody-Drug Conjugate) หรือ ยาแอนติบอดีจับกับตัวยาเคมีบำบัด ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ขีปนาวุธนำวิถี” แห่งวงการรักษาโรคมะเร็ง เพราะถูกออกแบบมาให้ส่งยาไปยังเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ ลดการทำลายเซลล์ปกติ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากกว่าวิธีแบบเดิมในผู้ป่วยบางกลุ่ม.

  

image.png


  ADC คืออะไร? — “ขีปนาวุธชีวภาพ” ที่รวม 3 เทคโนโลยีไว้ในหนึ่งเดียว

  ADC หรือ Antibody-Drug Conjugate (แอนติบอดีจับกับตัวยาเคมีบำบัด) เป็นนวัตกรรมการรักษามะเร็งที่ผสานองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนเข้าด้วยกัน หากเปรียบการรักษามะเร็งเป็นสงคราม ADC ก็เปรียบเสมือน “ขีปนาวุธนำวิถีอัจฉริยะ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำ โดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้

  1. แอนติบอดี (Antibody) — ระบบนำวิถีของขีปนาวุธ

  แอนติบอดีเป็นโปรตีนรูปตัว Y ที่มีความสามารถในการจดจำและจับกับ แอนติเจน (Antigen) ซึ่งเป็นโปรตีนจำเพาะบนผิวเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ เปรียบเสมือนการสแกนลายนิ้วมือ ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเซลล์ใดเป็นเซลล์ปกติ และเซลล์ใดเป็นเซลล์มะเร็ง

  โดยทั่วไป เซลล์ปกติจะมีแอนติเจนเหล่านี้น้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ขณะที่เซลล์มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive จะมีโปรตีน HER2 บนผิวเซลล์มากกว่าเซลล์ปกติหลายร้อยเท่า แอนติบอดีจึงทำหน้าที่เหมือน เรดาร์นำวิถี ที่ค้นหาและล็อกเป้าหมายเฉพาะเซลล์มะเร็งเหล่านี้

  2. ตัวเชื่อม (Linker) — กลไกควบคุมการปลดปล่อยยา

  Linker คือส่วนที่เชื่อมระหว่างแอนติบอดีกับตัวยาออกฤทธิ์ มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมว่า ตัวยาจะถูกปล่อยเมื่อใดและที่ไหน

  ADC รุ่นใหม่ใช้ Smart Linker หรือ “ตัวเชื่อมอัจฉริยะ” ที่สามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมเฉพาะของก้อนมะเร็ง เช่น ความเป็นกรดที่สูงกว่าปกติ (pH ต่ำ) หรือเอนไซม์ที่พบเฉพาะในเซลล์มะเร็ง เมื่อ ADC เข้าไปถึงก้อนมะเร็ง ตัวเชื่อมจึงจะแตกตัวและปลดปล่อยยาออกฤทธิ์ ทำให้ลดโอกาสที่ยาจะถูกปล่อยก่อนถึงเป้าหมาย และช่วยลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติ

  3. ตัวยาออกฤทธิ์ (Payload) — หัวรบที่ทำลายเซลล์มะเร็ง

  Payload คือส่วนที่ทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็งโดยตรง เปรียบเสมือน หัวรบของขีปนาวุธ

  ตัวยาที่ใช้ใน ADC มีความแรงสูงกว่ายาเคมีบำบัดทั่วไปประมาณ 100–1,000 เท่า สามารถออกฤทธิ์ได้แม้ในระดับความเข้มข้นต่ำมาก (ระดับพิโคโมลาร์; pM)

  ตัวยาออกฤทธิ์ที่ใช้บ่อย ได้แก่

  สารยับยั้งเอนไซม์ DNA Topoisomerase I เช่น DXd ซึ่งขัดขวางการจำลองและซ่อมแซมสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง

  สารยับยั้งไมโครทูบูล (Microtubule Inhibitors) เช่น MMAE ซึ่งทำลายโครงสร้างภายในเซลล์      ส่งผลให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวและเจริญเติบโตต่อไปได้

  ด้วยการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ ADC จึงสามารถนำยาไปส่งยังเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติได้มากกว่าการให้ยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิมในผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาประเภทนี้

  ADC กำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างไร? — จากแนวคิด “กระสุนวิเศษ” สู่การรักษาที่เกิดขึ้นจริง

  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1906 นักภูมิคุ้มกันวิทยาชาวเยอรมัน พอล เอห์ริช (Paul Ehrlich) ได้เสนอแนวคิด “Magic Bullet” (กระสุนวิเศษ) ซึ่งเป็นแนวคิดในการนำสารที่มีฤทธิ์รุนแรงไปกำจัดเฉพาะเซลล์ที่เป็นโรค โดยไม่ทำอันตรายต่อเซลล์ปกติ

  กว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา แนวคิดนี้ได้กลายเป็นความจริงผ่านการพัฒนา ADC (Antibody-Drug Conjugate)

  การทำงานของ ADC สามารถอธิบายได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

  ขั้นตอนที่ 1: ค้นหาและจับเป้าหมายอย่างแม่นยำ (Target Binding)

  หลังจาก ADC ถูกฉีดเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนของแอนติบอดีจะทำหน้าที่ ค้นหาและตรวจจับแอนติเจนจำเพาะบนผิวเซลล์มะเร็ง จากนั้นจึงจับกับเซลล์เป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง

  เปรียบเสมือน ขีปนาวุธที่ล็อกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ก่อนเริ่มการโจมตี

  ขั้นตอนที่ 2: ถูกนำเข้าสู่เซลล์มะเร็ง (Receptor-Mediated Endocytosis)

  เมื่อแอนติบอดีจับกับแอนติเจนแล้ว เซลล์มะเร็งจะดึง ADC ทั้งชุดเข้าสู่ภายในเซลล์ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Receptor-Mediated Endocytosis

  จากนั้น ADC จะถูกส่งไปยัง ไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กำจัดและรีไซเคิลสารต่าง ๆ ภายในเซลล์

  ขั้นตอนที่ 3: ปลดปล่อยยาเฉพาะภายในเซลล์มะเร็ง (Payload Release)

  ภายในไลโซโซมมีสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดและมีเอนไซม์เฉพาะ ซึ่งจะตัด Linker ให้ขาดออกจากกัน ทำให้ Payload หรือยาออกฤทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมาเฉพาะภายในเซลล์มะเร็ง

  เปรียบได้กับ ขีปนาวุธที่เจาะเข้าสู่เป้าหมาย ก่อนจุดชนวนระเบิดจากภายใน ทำให้ลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้าง

  ขั้นตอนที่ 4: ทำลายเซลล์มะเร็งได้มากกว่าหนึ่งเซลล์ (Bystander Effect)

  หลังจาก Payload ถูกปลดปล่อยออกมา ยาจะไม่เพียงทำลายเซลล์มะเร็งที่รับ ADC เข้าไปเท่านั้น แต่ใน ADC บางชนิด ตัวยายังสามารถ แพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ไปยังเซลล์มะเร็งข้างเคียง ได้อีกด้วย

  ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "Bystander Effect" (ผลข้างเคียงต่อเซลล์มะเร็งข้างเคียง) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในมะเร็งที่มี ความไม่สม่ำเสมอของการแสดงออกของแอนติเจน (Tumor Heterogeneity) กล่าวคือ ภายในก้อนมะเร็งเดียวกัน อาจมีบางเซลล์ที่มีแอนติเจนเป้าหมายสูง และบางเซลล์มีแอนติเจนต่ำหรือแทบไม่มีเลย

  ด้วยคุณสมบัตินี้ ADC จึงสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น แม้เซลล์บางส่วนจะไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงของแอนติบอดีก็ตาม ลดโอกาสที่เซลล์มะเร็งบางกลุ่มจะรอดจากการรักษาและกลับมาเจริญเติบโตใหม่ในภายหลัง

  ทำไม ADC จึงถูกมองว่าเป็นอนาคตของการรักษามะเร็ง? — ไม่ใช่แค่ “เคมีบำบัดที่มีระบบนำวิถี”

  ความก้าวหน้าของ ADC (Antibody-Drug Conjugate) ไม่ได้อยู่เพียงแค่การนำยาไปส่งยังเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “แพลตฟอร์มการรักษามะเร็งที่สามารถออกแบบและปรับแต่งได้ (Programmable Cancer Therapy Platform)” ซึ่งเปิดโอกาสให้พัฒนาวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

  จากหัวรบเดี่ยว สู่หัวรบหลายชนิดในยาเดียว

  ADC รุ่นใหม่กำลังได้รับการพัฒนาให้สามารถบรรทุก ตัวยาออกฤทธิ์หลายชนิด (Multiple Payloads) ที่มีกลไกการทำลายเซลล์มะเร็งแตกต่างกันภายในโมเลกุลเดียว

  เปรียบเสมือน ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบหลายรูปแบบ หากเซลล์มะเร็งดื้อต่อกลไกการทำลายแบบหนึ่ง ตัวยาอีกชนิดก็ยังสามารถออกฤทธิ์ได้ ช่วยลดโอกาสการเกิด การดื้อยา (Drug Resistance) และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

  ADC ชนิดสองเป้าหมาย (Bispecific ADC) เพิ่มความแม่นยำในการโจมตี

  ADC แบบดั้งเดิมจะจับกับ แอนติเจนเพียงชนิดเดียว แต่ Bispecific ADC ถูกออกแบบให้สามารถจับกับ แอนติเจนได้พร้อมกัน 2 ชนิด เปรียบเสมือนการใช้ กุญแจสองดอกเปิดประตูเดียวกัน

  แนวทางนี้ช่วยให้ ADC สะสมอยู่ในก้อนมะเร็งได้มากขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมาย และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติ

  ปัจจุบัน ADC ที่มุ่งเป้าไปยัง Nectin-4 และ TROP2 หรือ CAF (Cancer-Associated Fibroblasts) ร่วมกับเซลล์มะเร็ง กำลังแสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจในการศึกษาทางคลินิก

  ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็งที่รักษายาก

  หนึ่งในความก้าวหน้าที่น่าจับตามอง คือการรักษา มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer; SCLC) ที่แพร่กระจายไปยังสมอง ซึ่งเคยเป็นภาวะที่มีทางเลือกในการรักษาจำกัด

  ADC ที่มุ่งเป้าไปยัง DLL3 ได้แก่ Zocilurtatug Pelitecan แสดงผลลัพธ์ที่น่าพอใจในการศึกษาทางคลินิก โดยมี อัตราการตอบสนองของรอยโรคในสมอง (Intracranial Objective Response Rate; ORR) อยู่ที่ 53.7% และมีผู้ป่วย 7 รายที่ก้อนมะเร็งในสมองหายไปทั้งหมด (Complete Response)

  ผลลัพธ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า ADC บางชนิดอาจสามารถผ่าน แนวกั้นเลือดและสมอง (Blood-Brain Barrier) และออกฤทธิ์ต่อรอยโรคในสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  ก้าวสู่การรักษามะเร็งหลายชนิด (Pan-Tumor Therapy)

  ปัจจุบัน ADC ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมะเร็งบางชนิดอีกต่อไป แต่กำลังถูกพัฒนาเพื่อรักษา มะเร็งชนิดก้อน (Solid Tumors) หลายประเภท โดยมีการศึกษาตัวยาที่มุ่งเป้าไปยังแอนติเจนใหม่ ๆ เช่น B7-H3, CDH6 และ DLL3

  ADC หลายชนิดในกลุ่มนี้แสดงผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในการทดลองทางคลินิก และบางรายการได้รับการรับรองให้เป็น Breakthrough Therapy จาก องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการรักษาโรคมะเร็งในอนาคต.

  

image.png


  ข้อควรรู้สำหรับผู้ป่วยและญาติ ก่อนเริ่มการรักษาด้วย ADC

  แม้ ADC (Antibody-Drug Conjugate) จะเป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในการรักษามะเร็ง แต่ก็ไม่ใช่ยาที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน การเลือกใช้จำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบด้าน ทั้งชนิดของมะเร็ง ผลการตรวจทางชีวโมเลกุล และการติดตามผลข้างเคียงระหว่างการรักษา

  1. ตรวจสอบก่อนว่า ADC เหมาะกับคุณหรือไม่

  ADC ไม่ใช่ “ยาครอบจักรวาล” เนื่องจากยาแต่ละชนิดถูกออกแบบให้จับกับ โปรตีนเป้าหมาย (Target) ที่แตกต่างกันบนผิวเซลล์มะเร็ง เช่น

  Elahere เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีการแสดงออกของ FRα (Folate Receptor Alpha) ในระดับสูง      (≥75% ของเซลล์มะเร็งมีการย้อมติดเยื่อหุ้มเซลล์ระดับ      ≥2+)

  Enhertu ใช้ในผู้ป่วยที่มี HER2 เป็นบวก (HER2-positive) เช่น      ผลตรวจ IHC      3+ หรือ      IHC 2+ ตามเกณฑ์ที่กำหนด

  Trodelvy เหมาะสำหรับมะเร็งที่มีการแสดงออกของ TROP2 ในระดับสูง

  ดังนั้น การตรวจทางชีวโมเลกุล (Biomarker Testing) จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มการรักษาด้วย ADC

  ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลว่า

  “มะเร็งของฉันมีการแสดงออกของโปรตีนเป้าหมายที่เหมาะกับการรักษาด้วย ADC หรือไม่?”

  2. ผลตรวจเดิมอาจไม่สะท้อนโรคในปัจจุบัน

  งานวิจัยพบว่า เมื่อมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย ระดับการแสดงออกของ FRα อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยมีผู้ป่วยประมาณ 38.4% ที่ผลการตรวจแตกต่างจากก้อนมะเร็งเดิม

  นั่นหมายความว่า ผลตรวจเพียงครั้งเดียวอาจไม่สามารถใช้ตลอดการรักษาได้

  หากโรคมีการลุกลาม เปลี่ยนแนวทางการรักษา หรือแพทย์กำลังพิจารณาใช้ ADC การ ตัดชิ้นเนื้อใหม่ (Re-biopsy) และตรวจประเมินโปรตีนเป้าหมายอีกครั้ง อาจมีความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าเลือกการรักษาได้เหมาะสมที่สุด

  3. รู้จักผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  เมื่อเทียบกับเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม ADC มักมี ผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยกว่าและควบคุมได้ดีกว่า เนื่องจากสามารถนำยาไปยังเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ อย่างไรก็ตาม ยังมีอาการไม่พึงประสงค์ที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  - ความผิดปกติของเม็ดเลือด

  เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ  (Neutropenia)

  เกล็ดเลือดต่ำ  (Thrombocytopenia)

  - อาการทางระบบทางเดินอาหาร

  คลื่นไส้

  ท้องเสีย

  - โรคปอดอักเสบคั่นระหว่างเนื้อปอด (Interstitial      Lung Disease; ILD) โดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับ Enhertu หากมีอาการ      ไอ หายใจลำบาก      หรือเหนื่อยผิดปกติ ควรรีบแจ้งแพทย์ทันที

  - อาการทางผิวหนัง

  ผื่น

  อาการคัน

  การสังเกตอาการผิดปกติและแจ้งแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถจัดการผลข้างเคียงได้อย่างรวดเร็ว ลดความรุนแรงของอาการ และเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการรักษาด้วย ADC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  4. คำถามสำคัญที่ควรถามแพทย์ก่อนเริ่มการรักษาด้วย ADC

  เมื่อเข้ารับการปรึกษาแพทย์ ผู้ป่วยหรือญาติสามารถสอบถามคำถามต่อไปนี้ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจในการรักษา

  1.    มะเร็งของฉันมีการแสดงออกของโปรตีนเป้าหมาย (Biomarker) ใดบ้าง และเหมาะสมกับการรักษาด้วย ADC หรือไม่?

  2.    หากเหมาะกับ ADC มียาชนิดใดที่สามารถเลือกใช้ได้บ้าง?

  3.    การรักษาแบบผสมผสาน เช่น ADC ร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เหมาะกับอาการของฉันหรือไม่?

  4.    ระหว่างการรักษา ต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงอะไรเป็นพิเศษ และควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

  5.    หากโรคเกิดการดื้อยา ยังมีทางเลือกในการรักษาอื่นอีกหรือไม่?

  การพูดคุยกับแพทย์อย่างเปิดเผยและเข้าใจข้อมูลการรักษา จะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้มากที่สุด

  5. ระวังการใช้ยา ADC อย่างไม่ถูกต้อง

  ADC เป็นยาที่มีความซับซ้อนและจำเป็นต้องใช้ภายใต้การดูแลของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา เท่านั้น

  ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามาใช้เอง หรือเลือกใช้ยาตามคำแนะนำจากผู้อื่นหรือประสบการณ์ของผู้ป่วยรายอื่น เนื่องจากมะเร็งแต่ละชนิดมีโปรตีนเป้าหมาย ระยะของโรค และข้อบ่งชี้ในการรักษาที่แตกต่างกัน

  การเลือกใช้ ADC ควรเป็นไปตามการประเมินของแพทย์และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดความเสี่ยงจากการรักษา

  บทสรุป

  จากแนวคิด "Magic Bullet" (กระสุนวิเศษ) ที่ถูกเสนอขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1906 จนถึงปัจจุบัน นวัตกรรม ADC (Antibody-Drug Conjugate) ได้ใช้เวลากว่า 120 ปี ในการพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของการรักษาโรคมะเร็ง

  แม้ ADC จะไม่ใช่คำตอบสำหรับมะเร็งทุกชนิด แต่สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม ยากลุ่มนี้สามารถรักษาได้อย่าง แม่นยำมากขึ้น ลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติ และเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค เมื่อเทียบกับเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม

  ความก้าวหน้าทางการแพทย์ไม่ได้หมายถึงการแทนที่วิธีรักษาเดิมทั้งหมดในทันที แต่คือการเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

  สำหรับผู้ป่วยและครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรู้ว่ามีทางเลือกในการรักษา และกล้าที่จะสอบถามแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย

  หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับความท้าทายในการรักษาโรคมะเร็ง ลองสอบถามแพทย์ผู้ดูแลว่า

  "มะเร็งของฉันเหมาะกับการรักษาด้วย ADC หรือไม่? จำเป็นต้องตรวจ Biomarker หรือโปรตีนเป้าหมายเพิ่มเติมหรือเปล่า?"

  คำถามสั้น ๆ นี้ อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ทางเลือกการรักษาใหม่ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุดในอนาคต

  ศึกษาเพิ่มเติมด้านล่างนี้

  https://www.youtube.com/shorts/RJWptWaorQY



  ปรึกษาโรคมะเร็ง

  หากคุณต้องการทราบว่าผู้ป่วยเหมาะสำหรับการรักษาแบบบาดแผลเล็กหรือไม่ (การรักษาด้วยความเย็น  การรักษาด้วยมีดนาโน  การรักษาเฉพาะจุดแบบอุดตันเส้นเลือด ฯลฯ) และค่าใช้จ่ายในการรักษา  กรุณากรอกข้อมูลผู้ป่วย เพื่อรับคำแนะนำจากทีมแพทย์มะเร็งผู้เชี่ยวชาญของเรา



รับคำแนะนำจากแพทย์


  • โรงพยาบาลมะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ
  • โรงพยาบาลมะเร็งที่ได้รับรองมาตรฐาน JCI ระดับนานาชาติ
  • ศูนย์ฝึกอบรมการรักษาด้วยความเย็นแห่งเอเชีย
  • ศูนย์ชีวการแพทย์กว่างโจวสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและเวชศาสตร์ปริวรรตสถาบันสุขภาพ