หน้าหลัก / ข่าวสารมะเร็ง

ADC คืออะไร? ทำไมถึงถูกเรียกว่า “กระสุนวิเศษ”

None

Author:NoneFrom:FUDA

ny26_198360.png


  กว่าร้อยปีก่อน มีคนพยายามสร้างกระสุนชนิดหนึ่งที่สามารถฆ่าเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ และในปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้กลายเป็นจริงแล้ว

  หากคุณศึกษาหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง คุณน่าจะเคยได้ยินคำว่า ADC แต่แม้จะไม่ได้อยู่ในวงการมะเร็ง ก็อาจเคยได้ยินคำนี้เช่นกัน เพราะในปี 2026 มี ADC ที่ได้รับอนุมัติให้วางจำหน่ายทั่วโลกแล้ว 23 ชนิด และมีโครงการวิจัยและพัฒนามากกว่า 370 โครงการ โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจาก 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

  แต่ ADC คืออะไรกันแน่? ทำไมจึงถูกเรียกว่า “กระสุนวิเศษ” (Magic Bullet) และแตกต่างจากยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้าอย่างไร?

  บทความนี้เป็นบทความแรกในซีรีส์เกี่ยวกับ ADC ที่จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐาน เพื่อให้เข้าใจว่า หลักการทำงานสำคัญของ ADC คืออะไร และเหตุใดจึงถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมที่ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่อง “กระสุนวิเศษ” มากที่สุดในรอบร้อยปีของมนุษยชาติ

  ประเด็นสำคัญในบทความนี้

  1.    ความฝันเรื่อง “กระสุนวิเศษ” ที่มีมายาวนานกว่าร้อยปี

  2.    องค์ประกอบ 3 ส่วนของ ADC ทำงานร่วมกันอย่างไร

  3.    ADC แตกต่างจากยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้าอย่างไร

  1.    ความฝันเรื่อง “กระสุนวิเศษ” ที่มีมายาวนานกว่าร้อยปี

  

image.png


  ในปี 1900 พอล เออร์ลิช (Paul Ehrlich) นักภูมิคุ้มกันวิทยาชาวเยอรมัน ได้เสนอแนวคิดหนึ่งว่า เราจะสามารถสร้างยาที่ทำหน้าที่เหมือนกระสุน ซึ่งพุ่งเป้าไปทำลายเชื้อก่อโรคได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติของร่างกายได้หรือไม่?

  เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า Zauberkugel ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า “กระสุนวิเศษ” (Magic Bullet) ต่อมาในปี 1908 เขาได้รับรางวัลโนเบล และในปี 1909 ได้พัฒนายา Salvarsan (ซัลวาร์ซาน) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยารักษาซิฟิลิสยุคแรกที่เกิดจากแนวคิดดังกล่าว โดยคัดเลือกจากสารประกอบทั้งหมด 606 ชนิด จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า สารประกอบหมายเลข 606

  “คำกล่าวของเออร์ลิช: เราต้องเรียนรู้วิธีใช้สารเคมีเพื่อเล็งเป้าหมายให้แม่นยำ” กว่าร้อยปีต่อมา ADC คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่เข้าใกล้การทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงมากที่สุด

  อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่อง “กระสุนวิเศษ” ในการรักษามะเร็งต้องเผชิญกับข้อจำกัดมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีความคล้ายคลึงกับเซลล์ปกติมาก

  หลักการของยาเคมีบำบัดคือการทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้เลือกทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง ดังนั้น นอกจากเซลล์มะเร็งแล้ว เซลล์รากผมและเม็ดเลือดขาวก็อาจได้รับผลกระทบด้วย การรักษาจึงเปรียบเสมือนการทิ้งระเบิดเป็นบริเวณกว้าง มากกว่าการยิงกระสุนไปยังเป้าหมายโดยเฉพาะ

  ส่วนยามุ่งเป้าเป็นการพัฒนาที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยค้นหา “เครื่องหมาย” บนพื้นผิวเซลล์มะเร็ง แล้วจับกับเป้าหมายนั้นคล้ายกับการใช้กุญแจไขแม่กุญแจ เพื่อยับยั้งเส้นทางการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ยามุ่งเป้าบางชนิดทำหน้าที่เพียงปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว ไม่ได้ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง และเซลล์มะเร็งอาจปรับเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นเพื่อดำรงชีวิตต่อไปได้

  แต่ ADC มีแนวคิดที่แตกต่างออกไป นั่นคือ “ค้นหาประตู เปิดประตู แล้วส่งระเบิดเข้าไปข้างใน” เพื่อส่งตัวยาออกฤทธิ์ไปยังเซลล์เป้าหมายโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้ ADC ได้รับความสนใจในฐานะแนวทางการรักษามะเร็งรูปแบบหนึ่ง

  2. องค์ประกอบ 3 ส่วนของ ADC ได้แก่ แอนติบอดี ตัวเชื่อม และตัวยาออกฤทธิ์

  

image.png


  ADC ย่อมาจาก Antibody-Drug Conjugate หรือ ยาที่เกิดจากการเชื่อมแอนติบอดีเข้ากับตัวยา โดยประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ แอนติบอดี (ทำหน้าที่ค้นหาเป้าหมาย) ตัวเชื่อม (ทำหน้าที่เชื่อมต่อ) และ ตัวยาออกฤทธิ์ (ทำหน้าที่ทำลายเซลล์)

  ส่วนที่ 1 · แอนติบอดี — ระบบนำทาง GPS

  แอนติบอดีเป็นโปรตีนที่มีรูปร่างคล้ายตัว Y สามารถจดจำและจับกับเป้าหมายจำเพาะบนพื้นผิวเซลล์มะเร็งได้ เช่น HER2, TROP2 และ EGFR

  ในมะเร็งบางชนิด เซลล์มะเร็งมีโปรตีนเป้าหมายเหล่านี้มากกว่าเซลล์ปกติ แอนติบอดีจึงอาศัยความแตกต่างดังกล่าวในการค้นหาเซลล์เป้าหมาย เมื่อจับกับเป้าหมายได้แล้ว ADC ก็จะเข้ามาอยู่บริเวณเซลล์มะเร็งนั้น

  ส่วนที่ 2 · ตัวเชื่อม — ชนวนระเบิดตั้งเวลา

  ตัวเชื่อม (Linker) ทำหน้าที่ยึดแอนติบอดีเข้ากับตัวยาออกฤทธิ์ โดยคุณสมบัติสำคัญคือ ต้องมีความเสถียรในกระแสเลือด และสามารถปลดปล่อยตัวยาได้เมื่อถึงตำแหน่งเป้าหมายหรือภายในเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ กลไกการปลดปล่อยจะแตกต่างกันไปตามชนิดของ ADC

  หากตัวเชื่อมสลายตัวเร็วเกินไป ตัวยาอาจถูกปล่อยออกมาก่อนถึงเป้าหมาย ส่งผลให้เนื้อเยื่อปกติได้รับผลกระทบและเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง แต่หากตัวเชื่อมไม่สามารถปลดปล่อยตัวยาได้อย่างเหมาะสม ประสิทธิภาพในการรักษาก็อาจลดลง

  ดังนั้น การออกแบบตัวเชื่อมที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของ ADC

  ส่วนที่ 3 · ตัวยาออกฤทธิ์ — ระเบิดทำลายเซลล์

  ตัวยาออกฤทธิ์ (Payload) คือส่วนที่ทำหน้าที่ทำลายเซลล์ โดยตัวยาที่ใช้ใน ADC หลายชนิดมีความเป็นพิษต่อเซลล์สูงกว่ายาเคมีบำบัดทั่วไปบางชนิดอย่างมาก เนื่องจาก ADC ได้รับการออกแบบให้ส่งตัวยาไปยังเป้าหมาย และปลดปล่อยตัวยาในตำแหน่งที่เหมาะสม แทนการให้ยาออกฤทธิ์กระจายไปทั่วร่างกายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ADC ก็ยังสามารถส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติได้เช่นกัน

  ตัวยาออกฤทธิ์ที่ใช้ใน ADC มีหลายกลุ่ม โดยกลุ่มสำคัญ ได้แก่

  ·  ยาที่ยับยั้งไมโครทูบูล (Microtubule inhibitors) ทำให้การแบ่งตัวของเซลล์หยุดชะงัก ตัวอย่างเช่น MMAE และ MMAF

  ·  ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ Topoisomerase I (Topoisomerase I inhibitors) รบกวนกระบวนการจัดการ DNA และทำให้เซลล์เกิดความเสียหาย ตัวอย่างเช่น SN-38, DXd และ Ed-04

  องค์ประกอบทั้งสามส่วนนี้ทำงานร่วมกัน โดยแอนติบอดีช่วยค้นหาเป้าหมาย ตัวเชื่อมช่วยยึดและควบคุมการปลดปล่อยตัวยา ส่วนตัวยาออกฤทธิ์จะเข้าไปทำลายเซลล์เป้าหมาย จึงเป็นที่มาของแนวคิดการรักษาที่เปรียบเสมือนการส่ง “กระสุนวิเศษ” ไปยังเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะเจาะจง

  อีกหนึ่งตัวเลขสำคัญ: DAR

  DAR (Drug-to-Antibody Ratio) หรืออัตราส่วนระหว่างตัวยากับแอนติบอดี หมายถึงจำนวนโมเลกุลของตัวยาออกฤทธิ์ที่เชื่อมติดอยู่กับแอนติบอดีหนึ่งโมเลกุล

  หากค่า DAR ต่ำเกินไป ปริมาณตัวยาที่ส่งไปยังเซลล์เป้าหมายอาจไม่เพียงพอ แต่หากค่า DAR สูงเกินไป ก็อาจทำให้แอนติบอดีมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อความเสถียรและเพิ่มโอกาสที่ตัวยาจะหลุดออกจากแอนติบอดีในกระแสเลือดได้ง่ายขึ้น

  ปัจจุบัน ADC ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ทางคลินิกมีค่า DAR โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 2–8 ทั้งนี้ ค่า DAR ที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ และต้องผ่านการปรับแต่งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหมาะสม

  “ADC = ระบบนำทาง GPS + ชนวนตั้งเวลา + ระเบิดประสิทธิภาพสูง ทั้งสามส่วนต้องทำงานร่วมกัน จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ”

  2.    ADC แตกต่างจากยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้าอย่างไร?

  มาทำความเข้าใจความแตกต่างผ่านการเปรียบเทียบง่าย ๆ 3 แบบกันต่อค่ะ

  ตารางที่ 1 เปรียบเทียบการรักษา 3 รูปแบบ


ประเภทการรักษา

การเปรียบเทียบ

วิธีทำลายเซลล์มะเร็ง

ผลข้างเคียง

ยาเคมีบำบัด

ระเบิดปูพรม

ทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง

ค่อนข้างมาก เช่น ผมร่วงและการกดการทำงานของไขกระดูก

ยามุ่งเป้า

ปิดกั้นประตู

ยับยั้งเส้นทางการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ปานกลาง เช่น ผื่นผิวหนังและท้องเสีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยา

ADC

โจมตีเป้าหมายโดยตรง

ค้นหาเป้าหมาย นำส่งตัวยา และปลดปล่อยตัวยาเพื่อทำลายเซลล์

อาจเกิดผลข้างเคียงต่อระบบเลือดเป็นหลัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของ ADC


  ความแตกต่างสำคัญ: ยาเคมีบำบัดไม่ได้แยกแยะเซลล์มะเร็งออกจากเซลล์ปกติได้อย่างจำเพาะ ยามุ่งเป้าทำหน้าที่ยับยั้งเป้าหมายหรือเส้นทางสัญญาณ ส่วน ADC ทำได้ทั้งค้นหาเป้าหมายและนำส่งตัวยาออกฤทธิ์เข้าไปทำลายเซลล์ อย่างไรก็ตาม ADC ไม่ได้จำเพาะต่อเซลล์มะเร็งอย่างสมบูรณ์ และยังมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงเช่นกัน

image.png


  อย่างไรก็ตาม ADC ไม่ใช่การรักษาที่สมบูรณ์แบบ และยังมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยรูปแบบผลข้างเคียงจะแตกต่างจากยาเคมีบำบัดทั่วไป กล่าวคือ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างกว้างขวางในลักษณะเดียวกันทั้งหมด แต่อาจพบผลข้างเคียงเด่นในระบบเลือดและอวัยวะบางส่วน เช่น ปอดอักเสบชนิดคั่นระหว่างเนื้อเยื่อ (Interstitial Pneumonitis) ความเป็นพิษต่อดวงตา และความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและชนิดของตัวยาออกฤทธิ์ที่ใช้ใน ADC แต่ละชนิด

  สาเหตุหนึ่งเกิดจากตัวยาออกฤทธิ์บางส่วนอาจหลุดออกจากตัวเชื่อมก่อนถึงเซลล์เป้าหมาย หรือแอนติบอดีอาจจับกับเซลล์ปกติที่มีโปรตีนเป้าหมายชนิดเดียวกันอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เซลล์เหล่านั้นได้รับผลกระทบโดยไม่ตั้งใจ

  ดังนั้น ADC จึงไม่ใช่ “ยาเคมีบำบัดที่ไม่มีผลข้างเคียง” แต่เป็นแนวทางที่ออกแบบมาเพื่อ เปลี่ยนรูปแบบการนำส่งยาให้จำเพาะต่อเป้าหมายมากขึ้น โดยผลข้างเคียงและวิธีเฝ้าระวังจะแตกต่างกันไปตามชนิดของยา ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการและตรวจประเมินอย่างเหมาะสม

  ตัวอย่างคำอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจง่าย:

  “ยาเคมีบำบัดแบบเดิมเปรียบเสมือนการเหวี่ยงแห ซึ่งอาจจับได้ทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติ แต่ ADC เปรียบเหมือนขีปนาวุธที่ค้นหาเซลล์มะเร็งก่อน แล้วจึงปล่อยตัวยาออกฤทธิ์เพื่อทำลายเซลล์นั้น อย่างไรก็ตาม ระบบนำส่งนี้ไม่ได้แม่นยำสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงยังมีโอกาสที่ตัวยาจะส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติได้ ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการติดตามผลตรวจเลือดและเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิดตามคำแนะนำของแพทย์”

  4. ปัจจุบัน ADC พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว?

  ตารางที่ 2 ภาพรวมสถานการณ์การพัฒนา ADC


ตัวชี้วัด

ข้อมูล

ADC ที่ได้รับอนุมัติทั่วโลก (ณ เดือนมิถุนายน 2026)

23 ชนิด

ยา ADC ที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา

มากกว่า 370 โครงการ

มูลค่าตลาดที่คาดการณ์ในปี   2030

16,000   ล้านดอลลาร์สหรัฐ


  ADC ชนิดแรกที่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยเกิดขึ้นในปี 2000 คือ Mylotarg (gemtuzumab ozogamicin) ซึ่งใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อย่างไรก็ตาม ในปี 2010 ยาชนิดนี้ถูกถอนออกจากตลาด เนื่องจากข้อกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงและประสิทธิภาพในการรักษา ก่อนจะได้รับอนุมัติให้กลับมาใช้ใหม่ในปี 2017 โดยมีการปรับลดขนาดยาและกำหนดแนวทางการใช้ที่เหมาะสมขึ้น

  เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนา ADC ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องปรับองค์ประกอบหลายด้านให้เหมาะสม ทั้งตัวเชื่อม (Linker) ตัวยาออกฤทธิ์ (Payload) และอัตราส่วนระหว่างตัวยากับแอนติบอดี (DAR)

  หากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่เหมาะสม แม้ ADC จะถูกออกแบบมาให้เป็น “กระสุนวิเศษ” ก็อาจให้ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน

  จุดเปลี่ยนสำคัญของ ADC เริ่มขึ้นในปี 2019 เมื่อ Enhertu (trastuzumab deruxtecan) ซึ่งเป็น ADC ที่มุ่งเป้าไปยัง HER2 ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วย โดยผลการศึกษาทางคลินิกที่โดดเด่นทำให้ ADC ก้าวจากแนวคิดที่อยู่ระหว่างการพัฒนาไปสู่การรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในวงการมะเร็งวิทยา

  หลังจากนั้น ADC ที่มุ่งเป้าไปยังโปรตีนชนิดต่าง ๆ เช่น TROP2, EGFR และ B7-H3 ก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเยื่อบุทางเดินปัสสาวะ และมะเร็งหลังโพรงจมูก รวมถึงมะเร็งชนิดอื่น ๆ อีกหลายประเภท

  ในเดือนมิถุนายน 2026 มีรายงานว่า ADC ชนิดสองเป้าหมาย (Bispecific ADC) ตัวแรกของโลกได้รับอนุมัติ โดยแอนติบอดีหนึ่งโมเลกุลสามารถจดจำเป้าหมายได้สองชนิดพร้อมกัน นับเป็นพัฒนาการอีกขั้นของเทคโนโลยี ADC จากเดิมที่เปรียบเสมือนระบบ GPS ซึ่งค้นหาเป้าหมายเพียงจุดเดียว สู่ระบบที่สามารถจดจำเป้าหมายได้สองตำแหน่ง

  แหล่งข้อมูล: Chemexpress ADC Landscape 2026H1, ResearchAndMarkets ADC Market Report 2025 และ Biomarker Research, Springer (2026) โดยข้อมูลทั้งหมดอ้างอิง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026

  5. สรุปในประโยคเดียว

  1.  ADC = แอนติบอดี + ตัวเชื่อม + ตัวยาออกฤทธิ์ เปรียบเสมือนระบบ GPS + ชนวน + ระเบิด

  2.  ADC ไม่ใช่ยาเคมีบำบัดที่ปราศจากผลข้างเคียง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบให้ส่งตัวยาไปยังเป้าหมายอย่างจำเพาะมากขึ้น โดยยังต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียง

  3.  จากแนวคิดสู่ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ใช้เวลานานกว่าร้อยปี ตั้งแต่ความฝันของพอล เออร์ลิชในปี 1900 จนถึงปี 2026 ซึ่งมี ADC ได้รับอนุมัติวางจำหน่ายทั่วโลกตามข้อมูลในบทความ 23 ชนิด

  ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้

  ADC คืออะไร? | ทำไมจึงถูกเรียกว่า “ขีปนาวุธนำวิถี” ในการรักษามะเร็ง

  https://www.youtube.com/shorts/RJWptWaorQY

  ADC คืออะไรกันแน่? | ไม่ใช่แค่ “ยาเคมีบำบัดที่ติดระบบนำทาง” เท่านั้น

  https://www.youtube.com/shorts/T6lVNv6iwyI



  ปรึกษาโรคมะเร็ง

  หากคุณต้องการทราบว่าผู้ป่วยเหมาะสำหรับการรักษาแบบบาดแผลเล็กหรือไม่ (การรักษาด้วยความเย็น  การรักษาด้วยมีดนาโน  การรักษาเฉพาะจุดแบบอุดตันเส้นเลือด ฯลฯ) และค่าใช้จ่ายในการรักษา  กรุณากรอกข้อมูลผู้ป่วย เพื่อรับคำแนะนำจากทีมแพทย์มะเร็งผู้เชี่ยวชาญของเรา



รับคำแนะนำจากแพทย์


  • โรงพยาบาลมะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ
  • โรงพยาบาลมะเร็งที่ได้รับรองมาตรฐาน JCI ระดับนานาชาติ
  • ศูนย์ฝึกอบรมการรักษาด้วยความเย็นแห่งเอเชีย
  • ศูนย์ชีวการแพทย์กว่างโจวสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและเวชศาสตร์ปริวรรตสถาบันสุขภาพ