• ปรึกษาหมอมะเร็งฟรี
  • วิธีการรักษาแบบใหม่
  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • เรื่องราวของผู้ป่วย
หน้าหลัก / เรื่องราวของผู้ป่วย

“นอนไม่หลับ” สาเหตุของโรคร้าย

มะเร็งปอด

Author:NoneFrom:FUDA

  เวลา 5 ปีสำหรับบางคนนั้นก็เป็นแค่ช่วงเวลาเล็กน้อยเท่านั้น แต่สำหรับคุณป้ากัวนั้น 5 ปีถือเป็นช่วงเวลาที่มากมายสำหรับเธอ ในปี 2013 คุณป้ากัวมีอาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืน เสียงที่เคยแจ่มใสของเธอก็เริ่มแหบพร่าลง เธอมักจะไอในช่วงเช้าและมีเลือดปนออกมา ท้องขวาด้านล่างมีอาการปวดอยู่เนื่องๆ แต่เนื่องจากงานยุ่ง เธอจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก มีอยู่วันหนึ่งในตอนเช้าเธอมีอาการไอหนัก จนเธอรู้สึกว่ามีเลือดออกในบริเวณปาก เธอจึงรีบเข้าไปตรวจและพบกับข่าวร้ายว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

fuda13_638569.jpg


  การละเลยอาการนอนไม่หลับ และหยุดรับประทานยาด้วยตนเองนั้นเป็นอันตรายอย่างมาก

  “ฐานะทางการเงินของคุณก็ดี มีอาการนอนไม่หลับมานานขนาดนั้น อีกทั้งยังมีอาการเจ็บปวดบริเวณช่องอกบ่อยๆ ทำไมไม่ไปตรวจให้เร็วกว่านี้ล่ะ” คุณหมอถามเธอในตอนนั้น เธอรู้สึกเสียใจมาก และเมื่อรู้ว่าโรงพยาบาลมะเร็งฟูด้าสามารถควบคุมโรคมะเร็งปอดในระยะแรกได้นั้น เธอถึงกลับร้องไห้ออกมาเลยทีเดียว เธอรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองให้เร็วกว่านี้ ในปี 2015 คุณป้ากัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมะเร็งฟูด้า และสามารถควบคุมโรคมะเร็งไว้ได้ 3 ปีต่อมาเธอรู้สึกว่าสุขภาพร่างกายของเธอนั้นดีขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาทุกวัน จึงหยุดรับประทานยาด้วยตนเองโดยที่หมอไม่ได้สั่ง

  เดือนตุลาคมปี 2018 คุณป้ากัวมีอาการไอเป็นเลือดอีกครั้ง เลือดสีแดงสดนั้นทำให้เธอรู้สึกตกใจมาก เธอจึงรู้ได้ว่าโรคของเธอนั้นกลับมาเป็นซ้ำแล้ว เธอและสามีจึงรีบติดต่อกับโรงพยาบาลมะเร็งฟูด้า หลังจากนั้นเธอก็เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมะเร็งฟูด้าอีกครั้ง

  การแบ่งครั้งรักษาด้วยความเย็นทำให้ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลง

  จากการตรวจ CT พบว่า เธอเป็นมะเร็ง Adenocarcinoma และมีการแพร่กระจายไปยังปอดทั้งสองข้าง นพ.โจวเหลี่ยงกล่าวว่า “ครั้งนี้ปอดทั้งสองข้างของเธอเต็มไปด้วยการแพร่กระจายของมะเร็ง ทั่วทั้งปอดเต็มไปด้วยมะเร็ง อาการของเธอหนักลงกว่าครั้งก่อนมาก ก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดของเธอมีขนาดถึง 7.5 ซม.หากทำการรักษาแค่ครั้งเดียวเกรงว่ามีภาวะเลือดออกเยอะเกิน ทางเราจึงตัดสินใจแบ่งครั้งในการรักษา” ในวันที่ 30 พฤกษจิกายนคุณป้ากัวได้เข้ารับการรักษาด้วยความเย็นที่บริเวณปอดด้านซ้ายเป็นครั้งแรก การผ่าตัดครั้งนี้ทำให้ก้อนเนื้อขนาด 7.5 ซม.ของเธอถูกทำลายไปครึ่งหนึ่ง แต่อาการไอและเลือดออกของเธอนั้นก็หายไปด้วย อาการอยากอาหารก็ดีขึ้น สามีของคุณป้ากัวกล่าวว่า “พยาบาลที่นี้ใส่ใจรายละเอียดมาก ตอนที่ภรรยาของผมมีเลือดออกนิดเดียวพวกเขาก็รีบแจ้งคุณหมอให้มาดูอาการแล้ว และรีบเพิ่มยาให้ทันที ฟูด้าใส่ใจกับทุกรายละเอียดของผู้ป่วยมาก”

  

image005(9).jpg


  “ฉันรู้สึกพอใจกับการรักษาครั้งนี้มาก หลังจากเข้ารับการผ่าตัด ฉันรู้สึกว่าอาการแน่นอกลดลงเยอะมาก รู้สึกเหมือนได้มีคนเอาก้อนหินที่เบียดหน้าอกอยู่ออกไป เหมือนที่คุณหมอโจวเหลี่ยงกล่าวว่า เทคนิคการรักษาของคุณหมอเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง” ในวันที่ออกจากโรงพยาบาลคุณป้ากัวได้กล่าวขอบคุณ นพ.โจวเหลี่ยงและ นพ.ฮวางเฟิงเป็นพิเศษ “เพราะการปลอบโยนของพวกคุณ ภายนอกฉันดูจะไม่เครียดอะไร แต่จริงๆแล้วฉันกังวลมาก ดังนั้นคุณหมอจึงคอยแนะนำฉันตลอด คอยตอบปัญหาที่ฉันสงสัยและกังวล ทำให้วันผ่าตัดฉันไม่กังวลใจเท่าไหร่” นอกจากนี้แล้ว นพ.โจวเหลี่ยงผู้ผ่าตัดยังคอยให้กำลังใจฉันอีกด้วย “คนไข้กลัว และกังวลนั้นเป็นเรื่องปกติ หน้าที่ของหมอคือใช้ความรู้ที่ตนเองมีนั้นทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย และไม่มีความกังวล” นพ.โจวเหลี่ยงกล่าว

  ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งกว่า 5 ปีของคุณป้ากัว เธอรู้สึกขอบคุณครอบครัวของเธอที่ไม่ยอมแพ้ และทอดทิ้งเธอ ขอบคุณโรงพยาบาลมะเร็งฟูด้าที่ดูแลรักษาเธออย่างดี เธอไม่เพียงแต่สำนึกผิดในความ “ประมาทละเลย” ของตนเองเท่านั้น แต่ยังรู้สึกผิดที่เสียโอกาศรักษามะเร็งในระยะแรกไป นอกจากนั้นยังหยุดรับประทานยาด้วยตนเองไม่ฟังคำพูดของคุณหมออีก สิ่งที่คุณป้ากัวอยากบอกกับคุณคนคือ “ไม่ว่าจะทำงานยุ่งขนาดไหน จะต้องดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองเสมอ” และจะต้องหาโรงพยาบาลที่เหมาะสมกับตนเอง “ถึงแม้เราจะโชคร้ายที่เป็นมะเร็ง แต่พวกเราต้องมีความกล้า ต้องหาโรงพยาบาลที่เหมาะสมกับพวกเราและทำการรักษาเพื่อให้พวกเรามีชีวิตอยู่ต่อไปนั่นคือสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ อย่าละเลยสัญญาณของโรคมะเร็งเด็ดขาด รู้เร็วรักษาเร็วเป็นสิ่งสำคัญ และจะต้องตรวจซ้ำบ่อยๆหลังเข้ารับการรักษา มีร่างกายที่แข็งแรงถึงจะทำให้เรามีชีวิตที่มีความสุข”

  วิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับโรคมะเร็งปอดคือ รู้เร็ว วินิจฉัยเร็ว และเข้ารับการรักษาเร็ว ดังนั้นการตรวจร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกวันนั้นเป้าหมายสำคัญของการคัดกรองมะเร็งปอดก็คือ “สูงสองต่ำหนึ่ง” นั่นก็คือการกำหนดตำแหน่งที่มักเกิดโรคมะเร็งปอด และกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงสูง ทางที่ดีที่สุดควรเข้ารับการตรวจ CT SCAN ในช่วงเวลาอายุ 45 ปี หากพบสิ่งผิดปกติ จะต้องทำการตรวจอย่างละเอียด หากก้อนเนื้อโตขึ้นอย่างรวดเร็วในระหว่างติดตามโรค จะต้องทำการตรวจอย่างละเอียด และสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่มาเป็นเวลานานมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดเร็วกว่ากลุ่มคนอื่น และกลุ่มผู้สูบบุหรี่พบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดมากที่สุด

  อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งปอด

  1. ผู้ป่วยมะเร็งปอดอาจมีอาการไอเป็นเลือดในขณะก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีการแพร่กระจายของโรค

  2. ผู้ป่วยมะเร็งปอดมักจะมีอาการไอเรื้อรัง ซึ่งการรับประทานยาแก้ไอไม่สามารถช่วยได้

  3. ผู้ป่วยมะเร็งปอดอาจเกิดภาวะเสียงแหบ เนื่องจากเนื้องอกไปเบียดเส้นประสาทและเส้นเสียง หากไม่ทราบสาเหตุของอาการเสียงแหบควรรีบเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด

  4. ผู้ป่วยมะเร็งปอดมักมีอาการปวด เจ็บแน่นหน้าอก คนส่วนมากจะคิดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ในความจริงนั้น อาการปวดของมะเร็งปอดเกิดจากสาเหตุคือโรคแพร่กระจายไปยังผนังเยื่อหุ้มปอดหรือบริเวณช่องอก


วิธีการรักษา
  • การรักษาด้วยความเย็น (Cryosurgical Ablation, CSA)...

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง
  • ศ.นพ.หนิวลี่จื้อ...

การรักษาที่กำลังนิย
  • การรักษาด้วยการให้ยาผ่านทางเส้นเลือด

  • การรักษาด้วยความเย็น (Cryosurgical Ablation, CSA)

  • การรักษาด้วยมีดนาโน (IRE)

  • การรักษาด้วยคลื่นไมโครเวฟ

  • การรักษาด้วยแสงจำเพาะ (Photodynamic Therapy, PDT)

  • การรักษาด้วยคีโมร้อนบริเวณช่องท้อง

  • การรักษาโดยสร้างภูมิคุ้มกันแบบองค์รวม

  • โรงพยาบาลมะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ
  • โรงพยาบาลมะเร็งที่ได้รับรองมาตรฐาน JCI ระดับนานาชาติ
  • ศูนย์ฝึกอบรมการรักษาด้วยความเย็นแห่งเอเชีย
  • ศูนย์ชีวการแพทย์กว่างโจวสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและเวชศาสตร์ปริวรรตสถาบันสุขภาพ